กลยุทธ์ที่ 6 : เข้าใจความสัมพันธ์ของ Ads Text, CTR, Keywordsหลังจากที่เราคัดแยก keywords ที่มีกลิ่นไอของการซื้อ ออกมาได้แล้ว ขั้นต่อมา
วิธีที่ผมใช้ก็คือ ผมจะลอง bid keywords ทั้งหมดที่ผมได้เลือกมาแล้วโดยให้อยู่ Adgroup เดียวกันก่อน
ขั้นตอนนี้เป็นช่วงที่สำคัญที่สุด ในการที่จะคัดแยก keywords ที่มีกลิ่นไอของการซื้อ ออกมาเป็น keywords ทำเงิน
การเขียน Ads text และ keywords ต้องสัมพันธ์กันมากๆ และเราจะทดสอบ bid ให้สูงที่สุดเพื่อให้ ads แสดงขึ้นมา
ในขั้นตอนนี้ต้องเฝ้าดูอยากระมัดระวัง ตลอดเวลา เพราะว่าเราต้องกรองเอาตัวที่ค่า bid สูงๆ ออกไปก่อน (ตามกลยุทธ์ที่ 5)
ถ้าเราไม่เฝ้าดูอยู่หรือ bid ทิ้งไว้แล้วไปนอน ตื่นตอนเช้ามาอาจจะช๊อคตายได้นะครับ ขอเตือน!!! ขั้นตอนนี้ต้องเสียเงินไปก่อน
จำนวนหนึ่ง (เป็นต้นทุน ที่เอาไว้กรองหา keywords ทำเงิน ถ้าหาเจอแล้ว เดี๋ยวก็ได้คืนกลับมาทั้งหมดทบกำไรด้วย)
โดยลักษณะเฉพาะตัวของ Keywords ทำเงินที่เราต้องพิจารณาก็คือ
1. Bid Exact เท่านั้น
2. ราคา bid ต้องไม่แพงมาก < $1
3. CTR > 10% ขึ้นไป
4. การ click อย่างน้อย วันละ 5 - 30 click / วัน
5. อย่าลืม track แยก keywords รายตัวด้วย
ถ้าไม่ตรงตามข้างบนลบทิ้งไปเลย ไม่ต้องเสียดาย
ตรวจสอบ update ยอด amazon ว่าขายได้หรือเปล่า กี่ชิ้น กำไรขาดทุนเท่าไร
ถ้ากำไร ก็แยกไปทำ 1 Keywords / 1 Adgroup / 2 Ads Text และก็เก็บสถิติตาม กลยุทธ์ที่ 2
การ bid ทดสอบ ถ้าในเบื้องต้นเราเก็บข้อมูลมาดี ก็เลือก bid เฉพาะช่วงเวลาที่คนซื้อเยอะๆ
ก็ได้ เพื่อลดต้นทุนในการทดสอบไปส่วนหนึ่ง (ข้อมูลที่เก็บไว้เริ่มเอามาใช้ประโยชน์แล้ว)
จริงๆ แล้วถ้ามีงบซะหน่อยก็ควรจะทดสอบให้ครบ 1 อาทิตย์ เพราะว่าจะได้รู้ว่าจริงๆ แล้ว
สินค้านี้ขายได้จริงๆ หรือเปล่า เพราะบางครั้งเราดันไป test bid ในช่วงที่คนไม่ซื้อพอดี
แล้วคิดว่ามันขายไม่ได้ ก็จะเสียโอกาสไปเปล่าๆ
การทดสอบตรงนี้ ในสินค้าที่เราเลือกมา อาจจะไม่มี keywords ทำเงินเลยก็ได้นะครับ
ก็ไม่ต้องไปเสียดาย หาตัวใหม่แล้วก็ทำแบบเดิม อาจจะต้องลงเงินทุนไปส่วนหนึ่งก่อน
บางครั้งเป็น 10 ตัวก็อาจจะไม่เจอเลย แต่ถ้าเจอแล้ว 1 ตัวมันจะคืนเงินทุนที่เราใช้ไปทั้งหมด
คืนมาเองบวกกำไรให้ด้วย ดังนั้นไม่่ต้องตกใจ สถิติที่ผมทำไว้ ก็ประมาณ 5-10 สินค้าก็จะเจอ
ซักตัวหนึ่ง (อันนี้แล้วแต่ เทคนิคการค้นหาสินค้าใครแข่งแกร่งกว่าก็ได้เปรียบครับ)
โลกของความจริงมันไม่สวยหรู ขนาดว่าหาปุ๊บ เจอปั๊บ เลยนะครับ ต้องเตรียมใจไว้ด้วย
"ลักษณะพิเศษของ Keywords ทำเงินก็คือ จะต้องเขียน Ads Text ให้สัมพันธ์กับ Keywords มากๆและ CTR>10%"
CTR ที่สูงเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่า keywords และ ads text โดนใจ โอกาสซื้อสูงมากๆๆ
ถ้าหาได้เจออย่างข้างบนโอกาสที่จะเจอ keywords ทำเงินก็จะสูงมาก และที่สำคัญ เราจะกรองออกมาเฉพาะ
keywords ที่เราสนใจในกราฟ ของ long tail ข้างบนที่ผมแสดงให้ดูไปโดยอัตโนมัติ ก็คือ bid ไม่สูงเกินไป ctr ดี มีคนค้นหาพอสมควร และ ROI สูง
มาดูตัวอย่างส่วนหนึ่งใน adwords เดือนนี้ของผมตามข้างล่าง พวกนี้เป็น keywords ทำเงินทั้งนั้น ผลตอบแทนประมาณ 3 เท่า
ถ้าทำได้ตามนี้ ก็จะได้ Conversion เท่าๆ ผมครับประมาณ 30 - 50% หมายความว่า มีคน Click เข้ามา 3 คนต้องซื้อ 1 คน (เจ๋งใช่ปะ)
และที่สำคัญนะ ผมจะบอกให้ว่า ผมขายแค่ 2 ตัวเองช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ก็ได้ยอดหมื่นกว่าเหรียญแล้ว แล้วถ้าผมหาได้ซัก 10 ตัวละ
จะได้เท่าไร อืม น่าคิดๆ (จริงๆ ที่ทำแค่ 2 ตัวไม่มีอะไรหรอกเงินไม่พอนะ ถ้ามีเยอะกว่านี้ทำเป็น 10 ตัวแล้ว 55555555)

ดังนั้นบางครั้งเราก็ไม่เห็นต้องกลัวเลยว่าสินค้าที่ขายดีแล้วมีคน bid แข่งเยอะๆ เราจะเข้าไปทำกำไรไม่ได้
ถ้าข้อมูลที่เราเก็บไว้ดี และเราเลือกโจมตี เฉพาะช่วงทำเงิน ที่เรา track ไว้
เราก็ได้กำไรเรื่อยๆ ผมเรียกวิธีนี้ว่า กองโจร เข้าไปตีๆ แล้วก็ถอย 55555555 พวกที่ไม่ยอม track มันไม่รู้ตัวหรอก
ว่าเราแอบไปตี ช่วงทำเงินมา ก็คงแค่คิดๆ ว่า ตัวนี้ขายไม่ดีเลย แล้วก็เลิกขายไป 555555 ก็เสร็จเรา
กลยุทธ์ที่ 7 : รอบรู้ ว่าช่วงไหนควรทำอะไรการที่เรารู้ข้อมูล มากกว่าคนอื่นๆ นี่ มันจะทำให้เราได้เปรียบหลายอย่างนะครับ
อย่างที่ผมบอกว่าผมชอบ Adwords มากกว่า PPC ตัวอื่นๆ เพราะว่าส่วนหนึ่ง
แล้วมันมีส่วนแบ่งของการค้นหาที่มากกว่าเจ้าอื่นๆ มากทีเดียวครับ ตามรูปข้างล่าง
ดังนั้นเหนื่อยกับ adwords ตัวเดียวก็คุ้มแล้ว ตัวอื่นๆ ก็ลองไปเล่นๆ ดูเพื่อให้รู้ไว้

หลายคนคงทราบกันมาแล้วบ้างว่า ช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี ยอดรายได้
ของสินค้าที่ขายทาง internet หรือกำไร เกือบจะ 80% ของยอดทั้งปีเลย
อันนี้ไม่ได้พูดลอยๆ นะครับมีข้อมูล ดูตามข้างล่างได้เลย
เราควรจะรู้ว่าเราจะต้องเข้าไปทุ่มเมื่อไร ถอยเมื่อไร หยุดเมื่อไร และเริ่มสะสมเงินทุนเมื่อไร
ตามที่ผมบอกไว้ว่า คนที่มีข้อมูลมากกว่า ย่อมได้เปรียบ ดังนั้นปีนี้ใครพลาดอะไรไป
ปีหน้ายังมีให้แก้ตัวใหม่นะครับ รีบซ้อมๆ ไว้ได้เลยตั้งแต่ต้นปี

การค้นหาสินค้าบางครั้งสินค้าใหม่ๆ ถ้าเรารู้เร็วกว่าคนอื่นและลอง เข้าไปทดสอบขายดู
เราก็สามารถที่จะโกยกำไรไปก่อน ในช่วงแรกๆ ที่คนยังทำน้อยๆ พอคนมาแข่ง bid กันเยอะๆ
จนกำไรน้อยแล้ว เราก็ค่อยชิ่งไปหาตัวใหม่ ตัวที่จะ hot หรือไม่ hot นี่บางครั้งก็มีสัญญาน
ง่ายๆ ให้เราสังเกตกัน ถ้าเราลองไปหาใน Google trends แล้วได้ประมาณข้างล่างละก็ใช่เลย ลุย!

กลยุทธ์ที่ 8 : วางเป้าหมายให้ใหญ่ และซอยเป็นแผนย่อยๆ ถอยหลังกลับมาการวางเป้าหมายนี่สำคัญที่สุด ถ้าเราไม่มีเป้าหมายแล้ว เราก็จะไม่รู้ว่าเราต้องทำอะไร
เหมือนกับแข่งยิงธนู แล้วไม่มีเป้าให้ แล้วทุกคนจะรู้มั้ยว่าจะต้องยิงอะไร เพื่อที่จะเป็นผู้ชนะ?
ดังนั้นก่อนที่คุณจะเริ่มทำ affiliate คุณต้องวางเป้าหมายก่อนว่าต้องการมียอดเดือนละเท่าไร
ผมจะยกตัวอย่างที่ผมคิดให้ดูนะครับ เมื่อต้นปีผมวางเป้าหมายไว้ที่ $10,000 ต่อเดือนภายใน 1 ปี และตอนนี้
ผมก็ทำได้แล้ว ดังนั้นเป้าหมายต่อไปของผมก็คือ $100,000 ต่อเดือน เมื่อผมได้เป้าหมายแล้วผมก็จะ
มาซอยออกเป็นแผนย่อยถอยหลังลงมา ก็คือ ถ้าผมต้องการ
$100,000 / เดือน = จะต้องได้ $3,333 / วัน
สถิติเก่าๆ ที่เก็บไว้ ผมทดสอบสินค้าประมาณ 10 ชิ้น เจอที่ทำไร > $100 = 1 ชิ้น
ดังนั้นถ้าผมจะต้องทำเงินวันละ $3,333 ต้องมีสินค้าทำเงิน = 34 ชิ้น ซึ่งต้องทดสอบสินค้าทั้งหมด 340 ชิ้นเป็นอย่างต่ำ
หนึ่งเดือน ผมทดสอบได้ประมาณ 8 ชิ้น 1 ปี ผมจะทดสอบได้ประมาณ 96 ชิ้นเป็นอย่างต่ำ (ขึ้นอยู่กับเงินทุนด้วย มากก็เร็ว น้อยก็ช้า)
ดังนั้นผมก็รู้คร่าวๆ แล้วว่าผมจะไปถึงเป้าหมายนี้ได้ก็ประมาณ 3 ปี โดยต้องทดสอบอย่างสม่ำเสมอไปเรื่อยๆ
บางคนคิดว่า โอโหตั้ง 3 ปีแนะนานจัง แต่ลองคิดดูดีๆ นะครับ 3 ปี กับ $100,000 / เดือน กำไรประมาณ 6-7 หมื่นเหรียญ
คิดเป็นเงินบาทก็เดือนละประมาณ 2 ล้านกว่าๆ คุณคิดว่าทำงานอีกกี่ชาติ ถึงจะได้เงินเดือนเท่านี้นะ แล้วคุณรู้หรือเปล่า
ว่าผู้บริหารระดับสูง ใน ตลาดหลักทรัพย์ปี 2550 ที่ผ่านมา อันดับ 1 คุณประชัย เลียวไพรัตน์ เงินเฉลี่ยต่อเดือน 2,666,580 บาท
อันดับ 2 คุณบุญคลี ปลั่งศิริ เงินเฉลี่ยต่อเดือน 1,498,571 บาท และผู้บริหารเหล่านี้ต้องใช้เวลา 20-30 ปีในการที่จะได้เท่านี้นะครับ
ในการสร้างธุรกิจขึ้นมา อันดับสุดท้าย เดือนละ 3 แสนกว่าๆ แล้วคุณคิดว่า ถ้าเราพยายามกันแค่ 3 ปี แล้วได้เกือบเท่าๆ กัน หรือ
มากกว่า ผู้บริหารบริษัทดังๆ มันคุ้มหรือเปล่าครับ
กลยุทธ์ที่ 9 : กระจายความเสี่ยงถ้าคุณเป็นคนที่ทำธุรกิจ Affiliate มาตั้งแต่ต้นจะรู้ว่า ไม่ได้มีแค่ Amazon ที่เดียว และผมก็ไม่ได้ทำ
ที่เดียวด้วย ผมทำหมดทั้ง Amazon, CJ, Clickbank, Linkshare, Shareasale, Google affiliate อื่นๆ อีก นึกไม่ออกเยอะ
และแต่ละที่ก็มีรายได้พอสมควร หลักการทำก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกันมาก
ควรจะกระจายรายได้ไปหลายๆที่ เพราะว่าไม่มีอะไรแน่นอน และคนเราควรมีแผน 2 แผน 3 ไว้ด้วย
ไม่ควรทุ่มไปที่ใดที่หนึ่งเป็นเงินเยอะๆ เพราะถ้ามีอะไรผิดพลาด อาจจะเจ็บหนักได้
จริงๆ ผมลงทุนในหุ้นที่พื้นฐานดีๆ มาตั้งแต่ก่อนที่จะทำ Affiliate แล้ว เริ่มประมาณปี 2004 ก็เลยมีพอร์ต อยู่ประมาณนึง
ผมเป็นโรคจิต ชอบวิเคราะห์พวกข้อมูล ตัวเลข อะไรแบบนี้ ก็เลยชอบเอางบการเงิน ของบริษัทในตลาดหุ้น
มาวิเคราะห์ ถ้าบริษัทไหนพื้นฐานดีมีอนาคตก็จะไปซื้อเก็บไว้ ผลตอบแทนก็ประมาณ 10-20% ต่อปี
อันนี้ก็เป็นการกระจายความเสี่ยงอีกอันหนึ่ง ผมลงทุนแบบ VI เก็บยาวรอกินปันผล
กลยุทธ์ที่ 10 : ทำบุญมากๆ, อ่านหนังสือเยอะๆ , แบ่งเวลาให้เป็น และอย่าลืมฝันของตัวเองทำบุญกันเยอะๆ นะครับบางครั้งผมก็บอกไม่ได้ว่ามันมีผลหรือเปล่า เพราะผมถ้ามีเวลาผมก็พยายามทำให้มากๆ
ซึ่งก็ไม่รู้จะเกี่ยวกันหรือเปล่าเวลาทดสอบสินค้าต่างๆ ผมมักจะเจอสินค้าทำเงิน แค่ทดสอบไป 1-2 ตัวเท่านั้น
ดังนั้นทำบุญกันเยอะๆ นะครับ การทำงานจะได้ราบรื่น
หนังสืออะไรที่เราคิดว่ามันมีประโยชน์ต่อเรานะ ซื้อไปเถอะครับ อย่าไปเสียดายเงินเลย
หนังสือดีๆ ซักเล่มอ่านแล้วอ่านจะเปลี่ยนชีวิตเราไปเลยก็ได้ครับ
ดูหนังสือของผมส่วนหนึ่งก็ได้ ที่จริงข้างหลังเป็นตู้หนังสืออีก 2 ตู้ ไม่อยากถ่ายให้ดูมันรก 5555
อันนี้ office ผมเอง ไม่เคยโชว์ให้ใครดูเลยนะครับ (มีหนังสือใครบ้าง ก็ลองๆ ดูได้นะครับ ซื้อมาเกือบครบทุกคน)

ผมบอกไปตั้งแต่ต้นแล้วว่าผมเป็นพนักงานบริษัทดังนั้น วันธรรมดาของผมก็เลยต้องทำงานอยู่ที่ทำงาน
แล้วผมเอาเวลาที่ไหนมาทำ affiliate ละ ผมก็พยายาม ทำแผนการทำงานของผมออกมาว่า ช่วงเวลาไหน
ผมต้องทำอะไรบ้าง ก็จะได้ออกมาตามข้างล่าง จริงๆ แล้ว ผมว่าเวลาของทุกคนเท่ากันแหละครับ
อยู่ที่ว่าใครจะใช้ได้คุ้มค่ากว่ากัน ผมจะให้เวลาช่วง 2 ทุ่ม - เที่ยงคืน ทุกวันในการทำงาน วันเสาร์ก็พักผ่อน
ตอนกลางวันให้เวลาตัวเองบ้าง (ลืมบอกไปผมยังไม่ได้แต่งงาน) วันอาทิตย์ก็ทำ affiliate ทั้งวัน
ใครจะลองเอาไปใช้บ้างก็ได้นะครับ ถ้าเรามีแผนการทำงานก็จะฝึกความมีวินัยของตัวเราเองด้วย

และสุดท้ายถ้าคุณมีความฝันอยากที่จะทำอะไรในชีวิต ก็อย่าลืมมันนะครับ ให้นึกถึงทุกๆเช้า
เวลาที่คุณตื่นนอน นึกให้เป็นภาพเคลื่อนไหว ให้รู้สึกว่าคุณไปอยู่ตรงนั้นจริงๆ แล้ววันหนึ่งคุณ
จะได้ไปอยู่ตรงนั้นเอง อย่างผมก็มีฝัน ที่จะไปซื้อที่ที่จังหวัดน่าน บนเขาซักผืน ทำไร่นาสวนผสม เลี้ยง
เป็ดไก่ ปลูกผักกินเอง ในบ้านก็จะมี internet ผ่านดาวเทียม ทำ affliate มองออกไปข้างนอกเป็นเทือกเขาสุดสายตา
ข้างๆ บ้านมีห้องวิจัยพนักงานไฟฟ้าทดแทนสำหรับในบ้าน เพื่อว่าในอนาคตประเทศเราจะได้มีเครื่องผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก
อยู่ทุกบ้าน เป็นพลังงานที่ใช้ไม่มีวันหมด ติดยี่ห้อ R@Y ซึ่งตอนนี้ก็คิดขั้นตอนไว้หมดแล้วยังขาดทุนวิจัยอยู่
ไปเที่ยวต่างประเทศปีละครั้ง 2 ครั้ง (ผมอยากไปเกาะ Bora Bora มากเลย ถ้ามีโอกาสเมื่อไรต้องไปแน่นอน)
อันนี้คือความฝันของผม แล้วคุณละ?

สุดท้ายนี้ผมก็ไม่รู้ว่าจะบอกอะไรอีกแล้วนะครับ เพราะนี่ก็บอกไปแบบสุดๆ แล้ว ถ้าคิดเป็นเงินนี่ไม่รู้
จะมีมูลค่าเท่าไร แต่ผมไม่คิดหรอก ผมคิดว่าการที่เราให้ความรู้กับคนอื่นๆ อย่างน้อยก็เป็นการฝึก
ความเข้าใจของเราให้มากขึ้นไปอีก และผลบุญก็ส่งให้ผมมีความคิดอะไรดีๆ มาให้ทุกคนได้อีก
และอีกอย่างนึงที่อยากจะบอกก็คือ
เงินน้อยเงินมากไม่เกี่ยวกับความสุขนะครับ ถึงวันนี้เราจะได้แค่นิดเดียว แต่ถ้าเรามีความสุขกับมันก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้วนะครับ
อย่าไปคิดว่าทำไมยอดขายเราน้อยจัง แล้วเกิดเป็นทุกข์ อันนี้ไม่ใช่นะครับ ถ้าพยายามแล้วมันไม่ได้จริงๆ แต่ถ้าเรามองกลับ
ไป เราก็มาไกลกว่าคนอื่นๆ มากมายแล้วครับ ได้รู้ในสิ่งที่คนอื่นๆ อีกมากมายไม่รู้ ได้เห็นโลกที่แตกต่างเกินจิตนาการ อันนี้คือกำไรที่เราได้แล้วครับ
และที่ผมอยากหาเงินมาเยอะๆ ไม่ใช่อะไรหรอกครับ ผมต้องการเงินมาทำวิจัยเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้าทดแทนนะครับ ซึ่งตรง
นี้ไม่มีใครยอมให้ทุนวิจัยผมเลย ก็เลยต้องหาเอาเองก็ได้ (ว่ะ) เกิดมาชีวิตหนึ่งก็อยากจะฝากชื่อไว้กับประเทศไทยบ้าง.. จะได้ไม่เสียชาติเกิด
"เราต้องควบคุมเงิน ไม่ใช่เงินควบคุมเรา"
ก็หวังว่า ทุกคนจะรวยๆ กันทุกคนนะครับ แล้วก็ปีหน้า เราก็จะมาโพส กันว่าเกินหมื่นเหรียญ กี่คน
กันนะครับ เอาให้สนุกกันไปเลย แล้วก็อีกประมาณ 3 ปีข้างหน้าผมคงมาโพสหัวข้อนี้ให้กับทุกคนได้อีกว่า
"เผยหมดเปลือก 10 กลยุทธ์ สู่ยอด $100,000 ต่อเดือน ได้ภายใน 4 ปี" เนื้อหาข้างในก็เขียนว่า " กลับไปอ่านอันเก่าเมื่อ 3 ปีก่อน" 55555555
อยากจะบอกทุกๆคน นะครับ ว่ามันไม่ยากอยากที่คุณคิดหรอก ถ้าเราพยายามมากพอ จะได้เลิกเป็นมนุษย์เงินเดือนกันซะที
และคิดดูนะครับ ถ้าเราทำได้ตั้งแต่ตอนนี้ อีก 10-20 ปีข้างหน้าเราเอาเวลาไปเที่ยวทั่วโลกได้เลยนะครับ
เพราะตลาด online มันจะใหญ่กว่านี้อีกมากเลยครับ เด็กอเมริกัน ที่อายุ 10-20 ปีตอนนี้ พอโตขึ้น มีงานทำ
ชีวิตของเด็กพวกนี้จะอยู่กับ internet นะครับ มีกำลังซื้อมหาศาล ดังนั้นคนที่เข้ามาธุรกิจนี้ตอนไหนก็ไม่ช้าหรอกครับ
"ถ้าอยากขนะมากพอ เราจะชนะ"
R@Y
ปล.
มีอธิบายเพิ่มที่หน้า
Click ---> 5มีอธิบายเพิ่มที่หน้า
Click ---> 10มีอธิบายเพิ่มที่หน้า
Click ---> 11มีอธิบายเพิ่มที่หน้า
Click ---> 12มีอธิบายเพิ่มที่หน้า
Click ---> 15มีอธิบายเพิ่มที่หน้า
Click ---> 16หมายเหตุ (4/01/09)
ขอทำความเข้าใจกับทุกคนที่เข้ามาอ่านบทความของผมก่อนนะครับ วิธีการทำงานของผมที่ได้เขียนเล่าให้ฟังไป
ผมไม่ได้หมายความวิธีนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุด ที่ทุกคนต้องทำตามนะครับ มีวิธีอื่นๆ อีกมากมายที่ทำให้คุณประสบความสำเร็จได้
วิธีการของผมก็เพียงแค่เส้นทางเล็กๆ เส้นหนึ่ง ที่จะไปให้ถึงจุดหมาย จากเส้นทางอีกเป็นล้านๆ เส้นทาง (วิธีของผมอาจจะอยู่ปลายๆ กราฟ Long Tail)
และผมก็อยากจะเพียงแค่มาเล่าประสบการณ์ในการทำงานของผมกับ Amazon ให้กับทุกๆ คน ได้ทราบว่าบางครั้งเราก็ต้องหาแนวทางที่เราถนัดที่สุด
ที่เหมาะกับตัวเราที่สุด เพื่อจะเดินไปที่จุดหมาย จุดเดียวกันครับ, ถ้าเราจะไปเชียงใหม่ ก็ไปได้ตั้งหลายทางใช่มั้ยครับ เดินไป, ขี่จักรยานไป
ขับรถไป, โบกรถไป , หรือนั่งเครื่องบินไป ก็ถึงเชียงใหม่เหมือนกัน เพียงแต่ว่าต้นทุนเงินและเวลา ของใครจะดีที่สุดครับ
(ของผมอาจจะเป็นแบบนั่งเครื่องบินไปก็ได้ครับ เร็ว และแพง แถมเสี่ยงเครื่องบินตกอีก 5555555555)
หมายเหตุ (18/01/09)
บทความของผมไม่คิดมูลค่าและมอบให้เป็น Copyright ของ เวบ sem.or.th นะครับ และถ้ามีคนเอาไปหาประโยชน์ทางการค้า
โดยไม่ให้เครดิตหรือกล่่าวถึงที่มาของบทความ โดยนำไปลงโฆษณาตามเวบต่างๆ
ทำเสมือนเป็นบทความของตัวเองและมีการแอบแฝงเีรียกเก็บเงินค่าบริการ ซึ่งตรงนี้ผิดวัตถูประสงค์ของผมที่จะให้บทความและความรู้่นี้แก่ทุกคน
โดย
ไม่มีการคิดมูลค่าใดๆ ทั้งสิ้น ดังนั้นถ้าใครนำไปหาประโยชน์เข้าตัวเอง รบกวนให้ทาง เวบ sem.or.th ช่วย
แจ้งเตือนให้หยุดการกระทำนี้ทันทีด้วยครับ
และดำเนินคดีตามกฏหมายหากไม่หยุดการกระทำ เพื่อให้เป็นบรรทัดฐาน
ในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่ไม่แสวงหาผลกำไรและถูกนำไปหาประโยชน์ทางการค้าโดยไม่ได้รับความยินยอมครับ
และบทความนี้สามารถนำไปเผยแพร่ได้ ถ้าไม่ได้นำมาซึ่งประโยชน์ทางการค้า ให้เครดิตคนเขียนและอ้างอิงแหล่งที่มาR@Y